เสียงครืดคราดในลำคอ สัญญาณที่ห้ามรอถึงเช้า
เสียงครืดคราดในลำคอ สัญญาณที่ห้ามรอถึงเช้า ผมนอนอยู่ห้องข้าง ๆ แล้วได้ยินเสียงหายใจของพ่อเปลี่ยนไป ตอนแรกผมนอนฟังอยู่สิบนาที แล้วบอกตัวเองว่าเดี๋ยวเช้าค่อยโทรถามพยาบาลก็ได้ ไม่อยากกวนใครตอนดึก สุดท้ายผมลุกไปดู แล้วเห็นว่าพ่อหายใจเร็วกว่าปกติมาก ริมฝีปากเริ่มคล้ำ คืนนั้นจบที่ห้องฉุกเฉิน และหมอบอกว่ามาทันเวลาพอดี สิ่งที่ผมอยากบอกทุกคนที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงคือ เรื่องการหายใจเป็นเรื่องเดียวที่ไม่ควรใช้คำว่ารอดูอาการก่อน ทำไมผู้ป่วยติดเตียงถึงมีปัญหาเรื่องเสมหะ คนปกติขับเสมหะออกด้วยการไอแรง ๆ และการขยับตัวไปมาตลอดวัน ผู้ป่วยติดเตียงทำทั้งสองอย่างไม่ได้ กล้ามเนื้อที่ใช้ไออ่อนแรง ท่านอนที่ไม่เปลี่ยนทำให้เสมหะไปกองอยู่ที่ปอดส่วนล่างข้างที่ทับอยู่ และบางท่านมีปัญหาการกลืนร่วมด้วย ทำให้น้ำลายหรืออาหารเล็ดลอดลงหลอดลม เสมหะที่ค้างอยู่จึงกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรค และนำไปสู่การติดเชื้อในปอดซึ่งเป็นสาเหตุการเจ็บป่วยรุนแรงอันดับต้น ๆ ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ สังเกตการหายใจอย่างไรให้เห็นก่อนจะสาย รู้ค่าปกติของท่านไว้ก่อน ลองนับอัตราการหายใจของท่านในวันที่ปกติดี แล้วจดไว้ เพราะการที่คุณรู้ว่าปกติท่านหายใจแบบไหน จะทำให้คุณจับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าใครทั้งหมด สัญญาณที่ต้องสังเกตทุกวัน หายใจเร็วขึ้นหรือแรงขึ้นกว่าเดิม ใช้กล้ามเนื้อคอหรือหน้าอกช่วยหายใจจนเห็นชัด เสียงครืดคราดหรือเสียงหวีดในลำคอ ไอถี่ขึ้น เสมหะเปลี่ยนสีหรือมีกลิ่น มีไข้ ซึมลง หรือกินได้น้อยลงกะทันหัน สัญญาณที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที ริมฝีปากหรือปลายนิ้วคล้ำเขียว หายใจเหนื่อยหอบชัดเจน ปลุกตื่นยากหรือไม่ตอบสนอง หายใจมีเสียงดังผิดปกติร่วมกับกระสับกระส่าย หรือมีไข้สูงร่วมกับหายใจเร็ว อาการเหล่านี้ไม่ควรรอถึงเช้า สิ่งที่ช่วยได้ในแต่ละวัน เปลี่ยนท่าคือการดูแลปอด การพลิกตัวตามรอบเวลาไม่ได้ช่วยแค่เรื่องแผลกดทับ แต่ช่วยให้เสมหะไม่กองอยู่ที่ปอดข้างเดียวนาน ๆ และช่วยให้ปอดขยายตัวได้ทั่วถึงมากขึ้น ยกหัวเตียงในช่วงที่เหมาะสม โดยทั่วไปการให้ท่านอยู่ในท่าศีรษะสูงระหว่างและหลังให้อาหารช่วยลดการสำลัก ส่วนองศาและระยะเวลาที่เหมาะกับท่านควรเป็นไปตามที่ทีมพยาบาลกำหนดในแผนการดูแล เพราะผู้ป่วยแต่ละรายมีข้อจำกัดต่างกัน ความชื้นและน้ำในร่างกาย เสมหะที่เหนียวข้นขับออกยากกว่าเสมหะที่ใส ภาวะขาดน้ำจึงทำให้ปัญหาหนักขึ้น ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต้องเป็นไปตามที่แพทย์กำหนด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตหรือหัวใจ ส่วนการใช้เครื่องพ่นละอองยาหรืออุปกรณ์ให้ความชื้น ต้องใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น ดูแลช่องปากทุกวัน นี่คือมาตรการที่ง่ายที่สุดและถูกมองข้ามมากที่สุด เชื้อโรคในช่องปากที่ไหลลงหลอดลมเป็นหนึ่งในต้นทางของปอดอักเสบ การทำความสะอาดช่องปากอย่างน้อยวันละสองครั้งช่วยลดความเสี่ยงได้จริง เรื่องการดูดเสมหะ ที่ต้องพูดกันตรง ๆ การดูดเสมหะไม่ใช่สิ่งที่ควรเรียนจากคลิปในอินเทอร์เน็ตแล้วลองทำเอง เพราะการทำผิดวิธีอาจทำให้เยื่อบุบาดเจ็บ เลือดออก ขาดออกซิเจนระหว่างทำ หรือติดเชื้อเพิ่ม ถ้าผู้ป่วยที่บ้านจำเป็นต้องดูดเสมหะ ต้องให้พยาบาลสอนจนคุณทำได้ถูกต้องภายใต้การดูแล และต้องมีอุปกรณ์ที่สะอาดพร้อมใช้เสมอ รวมถึงต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุดและโทรขอความช่วยเหลือ ครอบครัวจำนวนมากประเมินเรื่องนี้ต่ำเกินไปตอนพากลับบ้าน แล้วมาพบว่าตอนตีสามที่ต้องทำจริง มือสั่นจนทำไม่ได้ ทำไมเรื่องการหายใจถึงเป็นเหตุผลอันดับต้น ๆ ที่ครอบครัวเลือกใช้ศูนย์ เพราะปัญหาการหายใจไม่รอเวลาทำการ …











