Blogs

ดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่มีภาวะสมองเสื่อมร่วมด้วย

เมื่อการเช็ดตัวกลายเป็นการต่อสู้ทุกวัน ทั้งที่ไม่มีใครอยากสู้ ลูกชายคนหนึ่งเล่าว่า ทุกครั้งที่เข้าไปเช็ดตัวให้แม่ แม่จะปัดมือ ร้องเสียงดัง และบางครั้งก็ตีเขา ทั้งที่แม่เป็นคนที่ไม่เคยทำร้ายใครมาทั้งชีวิต เขารู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องจับแม่ไว้เพื่อทำให้เสร็จ และรู้สึกแย่กว่าเดิมเมื่อตัวเองเริ่มหงุดหงิดใส่แม่ สิ่งที่ช่วยเขาได้มากที่สุดคือการเข้าใจว่า พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่การต่อต้านลูก แต่เป็นการตอบสนองของคนที่ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเอง ในผู้ป่วยติดเตียงที่มีภาวะสมองเสื่อมร่วมด้วย การดูแลประจำวันทุกอย่างจะซับซ้อนขึ้น เพราะผู้ป่วยไม่สามารถเข้าใจเหตุผล ไม่สามารถให้ความร่วมมือ และมักตีความการสัมผัสว่าเป็นการคุกคาม ทำความเข้าใจพฤติกรรมก่อนจะแก้ไข หลักสำคัญในการดูแลคือ พฤติกรรมที่ดูเป็นปัญหามักเป็นการสื่อสารความไม่สบายบางอย่างที่ผู้ป่วยบอกเป็นคำพูดไม่ได้ ก่อนสรุปว่าเป็นอาการของโรค ควรตรวจสาเหตุทางกายก่อนเสมอ ได้แก่ ความเจ็บปวด ผ้าอ้อมเปียก ท่านอนที่ไม่สบาย ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง หิวหรือกระหายน้ำ ร้อนหรือหนาวเกินไป การติดเชื้อ และผลข้างเคียงของยา หากพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะสับสนเฉียบพลันซึ่งมีสาเหตุที่รักษาได้ เทคนิคการดูแลประจำวันที่ลดการต่อต้าน เข้าหาจากด้านหน้าและบอกก่อนทุกครั้ง การเข้าหาจากด้านข้างหรือด้านหลังโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำให้ผู้ป่วยตกใจและตอบสนองด้วยการป้องกันตัว ควรเข้าหาในระดับสายตา เรียกชื่อ แนะนำตัวเอง และบอกสั้น ๆ ว่ากำลังจะทำอะไร ใช้ประโยคสั้น ทีละขั้นตอน แทนการอธิบายทั้งกระบวนการ ให้บอกทีละขั้น เช่น เดี๋ยวจะยกแขนนะ แล้วรอให้ผู้ป่วยรับรู้ก่อนทำขั้นต่อไป การให้เวลามากกว่าปกติเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด รักษาลำดับและเวลาให้เหมือนเดิมทุกวัน ความคุ้นเคยลดความวิตกกังวล การทำกิจกรรมเดิมในเวลาเดิมโดยคนเดิมเท่าที่ทำได้ ช่วยให้ผู้ป่วยคาดเดาสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ แม้จะจำรายละเอียดไม่ได้ เลือกจังหวะ ไม่ฝืนเมื่อผู้ป่วยไม่พร้อม หากผู้ป่วยต่อต้านรุนแรง การหยุดแล้วกลับมาใหม่ในอีกสิบถึงยี่สิบนาที มักได้ผลดีกว่าการฝืนทำให้เสร็จ ยกเว้นกิจกรรมที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น การทำความสะอาดเมื่อเปื้อน ลดสิ่งกระตุ้นระหว่างทำกิจกรรม ปิดโทรทัศน์ ลดเสียงรบกวน และไม่ควรมีคนหลายคนพูดพร้อมกันในห้อง เพราะสมองที่ประมวลผลได้ช้าลงจะยิ่งสับสนเมื่อมีสิ่งเร้ามาก อย่าโต้เถียงกับสิ่งที่ผู้ป่วยเชื่อ การพยายามแก้ความเข้าใจผิดด้วยเหตุผลมักทำให้สถานการณ์แย่ลง การรับฟังอารมณ์แล้วเปลี่ยนเรื่องหรือเปลี่ยนกิจกรรม เป็นแนวทางที่ใช้ได้ผลกว่าในทางปฏิบัติ ปัญหาการดึงสายและอุปกรณ์ ผู้ป่วยที่ไม่เข้าใจว่าสายให้อาหารหรือสายสวนคืออะไร มักพยายามดึงออกเพราะรู้สึกรำคาญหรือเจ็บ แนวทางที่ควรทำคือ ตรวจก่อนว่าสายทำให้เจ็บหรือดึงรั้งหรือไม่ จัดให้สายอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สัมผัสมือโดยตรง ใช้เสื้อผ้าปกปิดตามความเหมาะสม เบี่ยงเบนความสนใจด้วยสิ่งที่ให้ถือ และปรึกษาทีมพยาบาลเรื่องวิธีตรึงสายที่ปลอดภัย การผูกยึดมือผู้ป่วยไม่ควรเป็นทางเลือกแรก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยกระวนกระวายมากขึ้น และควรพิจารณาร่วมกับทีมแพทย์เท่านั้น เรื่องการกินที่ต้องระวังเป็นพิเศษ …

จัดห้องและเลือกอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยติดเตียง

ห้องที่จัดผิด ทำให้การดูแลยากขึ้นทุกวันโดยที่ไม่มีใครรู้สาเหตุ ครอบครัวหนึ่งจัดห้องให้คุณแม่ที่ชั้นสองของบ้าน เพราะเป็นห้องที่แม่ใช้มาตลอดและอากาศดีที่สุด สามเดือนต่อมา ทุกครั้งที่ต้องพาไปโรงพยาบาลต้องใช้คนสี่คนอุ้มลงบันได ผู้ดูแลปวดหลังเรื้อรังจากการก้มทำงานบนเตียงที่เตี้ยเกินไป และคุณแม่เริ่มมีรอยแดงที่ก้นกบเพราะที่นอนเดิมนุ่มเกินจนจมและร้อน การจัดห้องและเลือกอุปกรณ์ไม่ใช่เรื่องความสะดวกสบายอย่างเดียว แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับ ความปลอดภัยในการเคลื่อนย้าย และสุขภาพของผู้ดูแลในระยะยาว หลักการเลือกห้อง ชั้นล่างและใกล้ห้องน้ำ ควรเลือกห้องชั้นล่างที่ไม่ต้องขึ้นลงบันได และอยู่ใกล้ห้องน้ำมากที่สุด เพราะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงขึ้นลงบันไดเป็นความเสี่ยงทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ดูแล และเป็นอุปสรรคสำคัญเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องนำส่งโรงพยาบาล พื้นที่รอบเตียง ควรมีพื้นที่ว่างรอบเตียงมากพอให้คนสองคนยืนช่วยกันได้ อย่างน้อยด้านข้างหนึ่งด้านและปลายเตียง เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่ เช่น การพลิกตัวและการเปลี่ยนผ้าปู ทำได้ยากมากหากเตียงชิดผนังสามด้าน แสง อากาศ และเสียง ห้องควรมีแสงธรรมชาติ เพราะช่วยให้ผู้ป่วยรับรู้เวลาและลดความสับสน ควรระบายอากาศได้ดี และไม่ควรอยู่ในจุดที่เงียบและแยกตัวจากบ้านมากเกินไป เพราะการแยกผู้ป่วยไปไว้ในห้องที่ไม่มีใครผ่านมักนำไปสู่การถูกละเลยโดยไม่ตั้งใจ อุปกรณ์ที่ควรมีตั้งแต่ต้น เตียงผู้ป่วยที่ปรับระดับได้ เป็นอุปกรณ์ที่ให้ผลคุ้มค่าที่สุด เพราะช่วยปรับศีรษะสูงระหว่างให้อาหารเพื่อลดการสำลัก และปรับความสูงของเตียงให้เหมาะกับผู้ดูแลขณะทำหัตถการ ซึ่งลดการบาดเจ็บของหลังได้อย่างชัดเจน ราวกันตกเป็นสิ่งที่ควรมีในผู้ป่วยที่ขยับตัวได้บ้าง ที่นอนลดแรงกด ช่วยกระจายแรงกดที่ปุ่มกระดูก ควรเลือกชนิดที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยปรึกษาทีมพยาบาลก่อนซื้อ ข้อควรทราบคือที่นอนลดแรงกดไม่ได้ทดแทนการพลิกตัวตามรอบเวลา และควรตรวจการทำงานของปั๊มและการรั่วของลมอย่างสม่ำเสมอ ผ้ารองยกหรือผ้าเลื่อนตัว อุปกรณ์ราคาไม่สูงแต่เปลี่ยนวิธีทำงานได้ทั้งหมด ช่วยเลื่อนตัวผู้ป่วยโดยไม่ลากผิวหนังกับที่นอน ซึ่งลดทั้งแรงเฉือนที่ทำให้เกิดแผลกดทับ และลดแรงที่ลงบนหลังของผู้ดูแล หมอนสำหรับจัดท่า หมอนหลายขนาดสำหรับหนุนหลัง สอดระหว่างเข่า และหนุนน่องให้ส้นเท้าลอยพ้นที่นอน เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการจัดท่าอย่างถูกต้อง อุปกรณ์ดูแลประจำวัน ปรอทวัดไข้ ถุงมือ ผ้าอ้อมและแผ่นรอง อุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปาก อ่างล้างแบบเคลื่อนย้ายได้ โต๊ะข้างเตียง ถังขยะแยกสำหรับของปนเปื้อน และสมุดบันทึกอาการ อุปกรณ์ที่พิจารณาตามอาการ รถเข็นที่ปรับเอนได้สำหรับผู้ที่นั่งได้บางส่วน เครื่องดูดเสมหะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเสมหะคั่ง อุปกรณ์เกี่ยวกับการให้อาหารทางสาย เครื่องวัดความดันหรือเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วตามที่แพทย์แนะนำ และอุปกรณ์ช่วยยกสำหรับผู้ป่วยน้ำหนักมาก อุปกรณ์กลุ่มนี้ควรเลือกตามคำแนะนำของแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแล ไม่ควรซื้อล่วงหน้าโดยไม่ทราบว่าจำเป็นหรือไม่ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงและบางรายการอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยรายนั้น เช่าหรือซื้อ สำหรับผู้ป่วยที่คาดว่าจะใช้ในระยะสั้น เช่น ช่วงพักฟื้นไม่กี่เดือน การเช่ามักคุ้มค่ากว่า โดยเฉพาะเตียงและที่นอนลม สำหรับการดูแลระยะยาว การซื้อมักคุ้มกว่าในระยะเวลาหนึ่งปีขึ้นไป ก่อนตัดสินใจ ควรสอบถามเงื่อนไขการรับประกัน บริการซ่อมและเปลี่ยนเมื่ออุปกรณ์เสีย ค่าขนส่งและติดตั้ง และสอบถามจากทีมพยาบาลว่ารุ่นหรือชนิดใดที่เหมาะกับสภาพของผู้ป่วย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดห้อง วางเตียงชิดผนังจนทำงานได้ด้านเดียว ทำให้การพลิกตัวไม่ได้มาตรฐาน …

ผู้ป่วยติดเตียงฟื้นได้แค่ไหน คำตอบที่ตรงไปตรงมา

“พ่อจะกลับมาเดินได้ไหมคะหมอ” — คำถามแรกที่ทุกครอบครัวถาม คำถามนี้เป็นคำถามที่ทีมงานได้ยินบ่อยที่สุดในการพูดคุยครั้งแรก และเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดเช่นกัน เพราะคำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และในหลายกรณี เป้าหมายที่เป็นไปได้จริงอาจไม่ใช่การกลับมาเดิน แต่เป็นสิ่งอื่นที่มีความหมายไม่น้อยกว่ากัน เช่น การนั่งได้นานพอที่จะกินข้าวกับครอบครัว การพลิกตัวเองได้บ้าง หรือการช่วยเหลือตัวเองในบางกิจกรรม การเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นสำคัญมาก เพราะเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงมักนำไปสู่ความผิดหวังของครอบครัว และในบางกรณีทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว ปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการฟื้นตัว สาเหตุที่ทำให้ติดเตียง ผู้ป่วยที่ติดเตียงจากการเจ็บป่วยเฉียบพลันหรือหลังผ่าตัด มักมีโอกาสฟื้นตัวมากกว่าผู้ที่ติดเตียงจากโรคที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ หรือจากความเสียหายของระบบประสาทที่รุนแรง ระยะเวลาที่นอนติดเตียงมาแล้ว โดยทั่วไป ยิ่งเริ่มฟื้นฟูเร็วหลังเกิดเหตุ โอกาสได้ผลยิ่งสูง เพราะกล้ามเนื้อยังไม่ลีบมากและข้อยังไม่ติดแข็ง ผู้ที่นอนนิ่งมานานหลายเดือนโดยไม่มีการฟื้นฟู จะมีข้อจำกัดมากขึ้นแต่ไม่ได้แปลว่าทำอะไรไม่ได้เลย สภาพร่างกายโดยรวมและโรคร่วม ภาวะโภชนาการ การควบคุมโรคประจำตัว ความเจ็บปวด ภาวะซึมเศร้า และการรับรู้ ล้วนมีผลต่อความสามารถในการฝึกและความก้าวหน้า ความต่อเนื่องของการฝึก ปัจจัยนี้อยู่ในการควบคุมของครอบครัวมากที่สุด การฝึกที่ทำสม่ำเสมอทุกวันในระดับที่เหมาะสม ให้ผลดีกว่าการฝึกอย่างหนักเป็นครั้งคราว หลักการฟื้นฟูที่ใช้ในทางปฏิบัติ ทุกอย่างต้องเริ่มจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ โปรแกรมการฟื้นฟูต้องออกแบบโดยนักกายภาพบำบัดหรือแพทย์ ตามข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยที่มีกระดูกหักเดิม ข้อเทียม แผลผ่าตัด กล้ามเนื้อเกร็งจากภาวะทางสมอง หรือปัญหาหัวใจ มีข้อควรระวังเฉพาะที่ครอบครัวไม่ควรประเมินเอง การฟื้นฟูเริ่มจากสิ่งที่ดูเล็กมาก ในทางปฏิบัติ ลำดับของการฟื้นฟูมักเริ่มจากการจัดท่าที่ถูกต้อง การขยับข้อต่อโดยผู้ดูแลช่วยทำ การให้ผู้ป่วยออกแรงเองเท่าที่ทำได้ การฝึกพลิกตะแคง การฝึกนั่งที่ขอบเตียง ไปจนถึงการฝึกยืนและเคลื่อนย้ายในผู้ที่มีศักยภาพ การข้ามขั้นหรือเร่งเกินไปมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการหกล้ม ความก้าวหน้าจึงต้องประเมินเป็นระยะ การนั่งได้มีความหมายมากกว่าที่คิด การที่ผู้ป่วยนั่งได้แม้เพียงช่วงสั้น ๆ ส่งผลดีหลายด้าน ทั้งการขยายตัวของปอด การลดแรงกดที่จุดเดิม การกลืนที่ปลอดภัยขึ้น การขับถ่าย และมุมมองที่เปลี่ยนไปจากการมองเพดานตลอดวัน ซึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจอย่างชัดเจน โภชนาการคือส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู การฝึกกล้ามเนื้อโดยที่ร่างกายได้รับโปรตีนและพลังงานไม่เพียงพอ มักไม่ให้ผลตามที่คาด การฟื้นฟูจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการดูแลด้านโภชนาการภายใต้คำแนะนำของแพทย์ การตั้งเป้าหมายที่ใช้ได้จริง แนวทางที่ทีมฟื้นฟูมักใช้คือการตั้งเป้าหมายที่จับต้องได้และวัดได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แทนเป้าหมายปลายทางที่ไกลเกินไป ตัวอย่างเช่น นั่งที่ขอบเตียงได้นานขึ้นภายในหนึ่งเดือน ยกแขนหยิบของบนโต๊ะข้างเตียงได้เอง หรือช่วยพลิกตัวได้บางส่วน การมีเป้าหมายลักษณะนี้ช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวเห็นความก้าวหน้า และรักษาแรงจูงใจได้ยาวขึ้น เมื่อเป้าหมายคือคุณภาพชีวิต ไม่ใช่การกลับมาเหมือนเดิม ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ …

ผู้ป่วยสับสนขึ้นมาเฉียบพลัน คือสัญญาณที่ต้องรีบตรวจ

คืนที่พ่อพูดกับคนที่ไม่มีอยู่ในห้อง และเราคิดว่าพ่อเป็นสมองเสื่อมแล้ว ลูกสาวคนหนึ่งเล่าว่า คุณพ่อของเธอซึ่งนอนติดเตียงมาปีกว่า จู่ ๆ ก็เริ่มพูดกับคนที่ไม่มีตัวตน กระสับกระส่ายตลอดคืน และดึงสายให้อาหารออกสองครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นสองวันยังปกติดี ครอบครัวสรุปกันเองว่าอาการทางสมองของคุณพ่อคงแย่ลงแล้ว จนกระทั่งพยาบาลแนะนำให้พาไปตรวจ ผลคือมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นี่คือหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง เพราะอาการสับสนที่เกิดขึ้นใหม่แบบเฉียบพลัน โดยทั่วไปไม่ใช่การดำเนินโรคของภาวะสมองเสื่อม แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีปัญหาบางอย่างที่ต้องหาสาเหตุ ความต่างที่ครอบครัวควรแยกให้ออก ภาวะสมองเสื่อม ดำเนินไปอย่างช้า ๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี ระดับความรู้สึกตัวโดยทั่วไปยังคงที่ และอาการไม่ได้แกว่งขึ้นลงอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ภาวะสับสนเฉียบพลัน เกิดขึ้นเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ความรู้สึกตัวและความสามารถในการจดจ่อเปลี่ยนแปลงชัดเจน อาการมักแกว่ง คือบางช่วงดูปกติ บางช่วงสับสนมาก และมักหนักขึ้นในเวลากลางคืน ข้อสำคัญคือผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมอยู่เดิม มีความเสี่ยงต่อภาวะสับสนเฉียบพลันสูงกว่าคนทั่วไป ดังนั้นการมีภาวะสมองเสื่อมไม่ได้แปลว่าอาการที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องปกติของโรค รูปแบบที่มักถูกมองข้ามที่สุด หลายคนเข้าใจว่าภาวะนี้ต้องแสดงออกด้วยความกระวนกระวายหรือก้าวร้าว แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยแสดงออกในทางตรงกันข้าม คือซึมลง เงียบผิดปกติ ไม่ตอบสนอง หรือหลับทั้งวัน ซึ่งครอบครัวมักคิดว่าท่านแค่เหนื่อยหรือพักผ่อนมากขึ้น รูปแบบนี้อันตรายกว่าเพราะมักถูกตรวจพบช้า สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยติดเตียง การติดเชื้อ โดยเฉพาะทางเดินปัสสาวะและปอด ซึ่งในผู้สูงอายุอาจไม่มีไข้ชัดเจน ภาวะขาดน้ำและความไม่สมดุลของเกลือแร่ ความเจ็บปวดที่ควบคุมได้ไม่ดี รวมถึงแผลกดทับที่ยังไม่ถูกพบ ท้องผูกรุนแรงหรือปัสสาวะคั่ง ซึ่งพบบ่อยและแก้ไขได้ ผลข้างเคียงของยา หรือการเปลี่ยนยา รวมถึงการหยุดยาบางชนิดกะทันหัน ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ จากปัญหาทางเดินหายใจ ระดับน้ำตาลในเลือดที่ผิดปกติ การนอนหลับที่ถูกรบกวนต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่ขาดสิ่งกระตุ้น เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษา การประเมินทางการแพทย์จึงจำเป็นเสมอ ไม่ควรรอดูอาการหลายวัน สิ่งที่ครอบครัวควรทำเมื่อพบอาการ บันทึกให้ชัดว่าเปลี่ยนไปอย่างไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้อมูลที่แพทย์ต้องการมากที่สุดคือ อาการเริ่มเมื่อใด เปลี่ยนจากภาวะปกติของผู้ป่วยอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้า เช่น เปลี่ยนยา เพิ่งกลับจากโรงพยาบาล หรือกินได้น้อยลง ตรวจสิ่งพื้นฐานที่แก้ไขได้ทันที ตรวจว่ามีไข้หรือไม่ ผ้าอ้อมเปียกนานหรือเปล่า ปัสสาวะออกปกติไหม ท้องผูกกี่วันแล้ว มีแผลหรือรอยแดงที่เพิ่งเกิดหรือไม่ ท่านอนสบายหรือไม่ และมีอะไรที่อาจทำให้เจ็บ เช่น สายที่ดึงรั้ง ติดต่อทีมแพทย์ ไม่ใช่เพิ่มยาเอง ไม่ควรให้ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลเพื่อให้ผู้ป่วยสงบลงโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะยาบางกลุ่มอาจทำให้อาการสับสนแย่ลงและเพิ่มความเสี่ยงอื่นตามมา การจัดสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความสับสน แนวทางที่ใช้กันในทางปฏิบัติและปลอดภัยสำหรับทุกราย …

บทสนทนาที่ครอบครัวควรมีก่อนถึงวันที่ต้องตัดสินใจ

บทสนทนาที่ครอบครัวควรมีก่อนถึงวันที่ต้องตัดสินใจ หมอถามว่า “ถ้าคุณพ่อพูดได้ตอนนี้ คิดว่าคุณพ่อจะอยากให้เราทำอย่างไรครับ” ผมนั่งเงียบอยู่นาน เพราะผมไม่เคยถามพ่อเลย ตอนที่พ่อยังตอบได้ เราคุยกันแต่เรื่องกินข้าวหรือยัง อากาศร้อนไหม ไม่เคยคุยเรื่องนี้เลยสักครั้ง สุดท้ายผมตัดสินใจไปโดยใช้ความคิดของผมเอง แล้วก็ถามตัวเองอยู่หลายปีว่าที่ทำไปนั้นใช่สิ่งที่พ่ออยากได้หรือเปล่า บทความนี้เพราะไม่อยากให้ใครต้องอยู่ในห้องนั้นแบบเดียวกับผม ทำไมครอบครัวไทยถึงเลี่ยงบทสนทนานี้ เราถูกสอนว่าการพูดถึงเรื่องแบบนี้เป็นการแช่ง หรือเป็นการทำให้ท่านหมดกำลังใจ ลูกหลายคนกลัวว่าการเปิดเรื่องนี้จะทำให้ท่านคิดว่าเรากำลังรอ แต่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุจำนวนมากคิดเรื่องนี้อยู่แล้ว และหลายท่านอยากพูดแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง เพราะกลัวว่าลูกจะรับไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายจึงเงียบใส่กัน จนถึงวันที่พูดกันไม่ได้แล้วจริง ๆ คำถามที่ควรคุยกันไว้ ตอนที่ยังคุยกันได้ ไม่ต้องคุยครบทุกข้อในครั้งเดียว และไม่ต้องได้คำตอบทุกข้อ แค่เริ่มก็มีค่าแล้ว เรื่องคุณภาพชีวิตในความหมายของท่าน อะไรคือสิ่งที่ทำให้แต่ละวันของท่านมีความหมาย ท่านให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด และมีอะไรที่ท่านรับไม่ได้จริง ๆ คำตอบของคำถามพวกนี้ช่วยครอบครัวได้มากกว่าคำถามทางการแพทย์เสียอีก เรื่องสถานที่ ถ้าวันหนึ่งดูแลที่บ้านไม่ไหวจริง ๆ ท่านอยากให้เป็นอย่างไร ท่านเคยเห็นญาติคนไหนที่ท่านคิดว่าได้รับการดูแลที่ดีบ้าง คำถามนี้เปิดง่ายกว่าการถามตรง ๆ ว่าอยากไปอยู่ศูนย์ไหม เรื่องการรักษาในสถานการณ์ต่าง ๆ หากถึงจุดที่ต้องตัดสินใจเรื่องแนวทางการรักษา ท่านอยากให้ใครเป็นคนตัดสินใจแทน และท่านเคยแสดงความเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างไร เรื่องนี้ควรคุยร่วมกับแพทย์ผู้รักษาด้วย เพราะแต่ละทางเลือกมีรายละเอียดที่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน ในประเทศไทย บุคคลสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตไว้ล่วงหน้าได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากครอบครัวสนใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง บทความนี้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น เรื่องคนที่จะเป็นตัวแทน ครอบครัวควรตกลงกันให้ชัดว่าใครเป็นผู้ประสานงานหลักกับทีมแพทย์ เพื่อไม่ให้ข้อมูลกระจัดกระจายและไม่ให้เกิดการตัดสินใจที่ขัดกันเองในวันที่ต้องรีบ วิธีเริ่มบทสนทนาโดยไม่ให้บรรยากาศหนัก เริ่มจากเรื่องของคนอื่น เช่น เล่าเรื่องญาติหรือข่าวที่ได้อ่าน แล้วถามท่านว่าถ้าเป็นแม่ แม่คิดยังไง เริ่มจากตัวเราเอง เช่น บอกว่าเราเพิ่งเขียนความต้องการของตัวเองไว้ แล้วชวนท่านคุย ใช้จังหวะที่เป็นธรรมชาติ เช่น หลังกลับจากโรงพยาบาล หรือหลังไปงานศพญาติ คุยสั้น ๆ หลายครั้ง ดีกว่าคุยยาวครั้งเดียว ฟังให้มากกว่าพูด และอย่าเพิ่งรีบแย้งเมื่อคำตอบไม่ตรงกับที่เราคิด ถ้าท่านยังไม่พร้อม ให้หยุดแล้วกลับมาใหม่ในอีกสองสามเดือน การกดดันในเรื่องแบบนี้ไม่เคยได้ผล ถ้าท่านสื่อสารไม่ได้แล้ว ครอบครัวยังทำได้หลายอย่าง เริ่มจากรวบรวมสิ่งที่ท่านเคยพูดไว้ในอดีต แม้จะเป็นคำพูดลอย ๆ ในวงข้าว เพราะนั่นคือหลักฐานที่ใกล้เคียงความต้องการของท่านที่สุด จากนั้นให้ครอบครัวคุยกันโดยยึดคำถามว่า ท่านจะเลือกอะไร …

พาผู้ป่วยติดเตียงไปตามนัด งานที่เหนื่อยกว่าที่ใครคิด

พาผู้ป่วยติดเตียงไปตามนัด งานที่เหนื่อยกว่าที่ใครคิด นัดของแม่คือเก้าโมง แต่บ้านเราเริ่มตื่นกันตั้งแต่ตีห้า ต้องเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า จัดยา เตรียมเอกสาร ยกแม่ขึ้นรถเข็น เข็นออกจากบ้านที่มีธรณีประตูสามจุด ยกขึ้นรถ ขับไปหนึ่งชั่วโมง หาที่จอด เข็นเข้าไปในโรงพยาบาลที่คนแน่น รอคิว เจอหมอเจ็ดนาที รอยา แล้วทำทุกอย่างย้อนกลับ กลับถึงบ้านบ่ายสามโมง แม่เพลียจนหลับยาว ส่วนพวกเราสามคนหมดวันลาไปคนละหนึ่งวัน ไม่มีใครในโรงพยาบาลรู้ว่าเจ็ดนาทีนั้นแลกมาด้วยอะไรบ้าง เตรียมตัวก่อนวันนัด ให้เหลืองานน้อยที่สุดในเช้าวันจริง โทรยืนยันล่วงหน้า ยืนยันวันเวลาและแผนกอีกครั้ง ถามว่าต้องงดน้ำงดอาหารหรือไม่ ต้องเจาะเลือดก่อนพบแพทย์ไหม และมีทางเข้าสำหรับรถเข็นหรือเปลนอนตรงไหน คำถามสุดท้ายนี้ช่วยประหยัดเวลาได้มากในวันจริง เตรียมเอกสารและยาทั้งหมดไว้ในถุงเดียว บัตรประชาชน เอกสารสิทธิการรักษา สมุดนัด ใบส่งตัวถ้ามี ยาทั้งหมดที่ใช้อยู่จริงรวมทั้งยาที่ซื้อเอง และสมุดบันทึกอาการประจำวัน การเอายาไปให้หมอดูของจริงมีประโยชน์กว่าการบอกชื่อยาเสมอ เขียนคำถามที่อยากถามหมอไว้ล่วงหน้า เวลาในห้องตรวจสั้นมาก ถ้าไม่จดไว้ เรามักนึกออกตอนขับรถกลับบ้านแล้ว จดสามข้อที่สำคัญที่สุดไว้บนกระดาษแผ่นเดียว เตรียมของใช้ระหว่างวัน ผ้าอ้อมสำรอง แผ่นรอง ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก น้ำ อาหารหรืออาหารทางสายถ้าถึงมื้อ ผ้าห่มบางสำหรับห้องแอร์ และหมอนรองคอ เพราะการนั่งรถเข็นนาน ๆ ทำให้ท่านเมื่อยมากกว่าที่เราคิด เรื่องรถและการเคลื่อนย้าย ถ้าท่านนั่งรถเข็นได้ ให้วางแผนเส้นทางที่ไม่มีบันไดตั้งแต่ในบ้านจนถึงรถ ถ้าท่านนั่งไม่ได้และต้องนอนไปตลอดทาง ควรใช้บริการรถที่รองรับเปลนอนโดยเฉพาะ ไม่ควรฝืนยกขึ้นรถเก๋งธรรมดา เพราะเสี่ยงทั้งกับท่านและกับหลังของคนยก การยกทุกครั้งควรมีสองคนขึ้นไป ใช้ผ้ารองยกช่วย บอกท่านก่อนทุกครั้ง และตรวจว่าสายต่าง ๆ ไม่ถูกดึงรั้งระหว่างเคลื่อนย้าย ข้อนี้พลาดกันบ่อยมากเวลารีบ ระหว่างอยู่โรงพยาบาล ผู้ป่วยติดเตียงเสี่ยงหลายอย่างในวันที่ออกจากบ้าน ทั้งการนั่งท่าเดิมนานจนผิวหนังถูกกด ความเหนื่อยล้า การขาดน้ำ และการติดเชื้อจากที่ที่มีคนป่วยจำนวนมาก สิ่งที่ช่วยได้คือ ขยับเปลี่ยนท่าให้ท่านทุกช่วงเวลาที่รอได้ ให้จิบน้ำตามที่แพทย์อนุญาต ล้างมือบ่อย ๆ และถ้ารอนานมาก ให้ถามเจ้าหน้าที่ว่ามีที่ให้ท่านนอนพักระหว่างรอหรือไม่ หลายโรงพยาบาลมีแต่ไม่ได้ประกาศไว้ กลับถึงบ้านแล้ว ยังต้องเฝ้าต่ออีกวัน วันที่ออกจากบ้านทั้งวันมักตามมาด้วยความเหนื่อยล้าและบางครั้งอาการทรุด ควรสังเกตในวันถัดไปว่ามีไข้ไหม กินได้เท่าเดิมหรือเปล่า มีรอยแดงตรงจุดที่ถูกกดนานหรือไม่ และซึมลงกว่าปกติหรือเปล่า อย่าลืมทบทวนยาใหม่ที่ได้มาเทียบกับยาเดิมทันทีในวันนั้น …

จ้างคนมาดูแลที่บ้าน — สิ่งที่ต้องรู้ก่อนและหลังจ้าง

จ้างคนมาดูแลที่บ้าน — สิ่งที่ต้องรู้ก่อนและหลังจ้าง คนแรกอยู่ได้สองเดือน คนที่สองอยู่ได้สามเดือนแล้วหายไปพร้อมกับไม่รับสาย คนที่สามอยู่ได้เดือนเดียวทุกครั้งที่มีคนออก บ้านเราจะเข้าสู่โหมดวิกฤตทันที ผมต้องลางาน น้องต้องมานอนค้าง แล้วเริ่มหาคนใหม่ด้วยความรีบจนแทบไม่ได้คัดอะไรเลย จนคนที่สามออก ผมถึงยอมนั่งทบทวนอย่างจริงจังว่าเราทำอะไรผิด และคำตอบคือ เราจ้างคนโดยไม่เคยบอกให้ชัดเลยว่างานคืออะไร ก่อนจ้าง เขียนงานออกมาให้ครบก่อน คนส่วนใหญ่บอกแค่ว่าดูแลผู้ป่วยติดเตียงหนึ่งท่าน ซึ่งกว้างมากจนทั้งสองฝ่ายเข้าใจไม่ตรงกันตั้งแต่วันแรก ลองเขียนออกมาเป็นรายการจริง เช่น พลิกตัวทุกกี่ชั่วโมง เช็ดตัวกี่ครั้งต่อวัน ให้อาหารทางสายกี่มื้อ เปลี่ยนผ้าอ้อมประมาณกี่ครั้ง มีแผลต้องทำหรือไม่ ต้องดูดเสมหะหรือเปล่า ต้องซักผ้าและทำอาหารด้วยไหม และคาดหวังให้ตื่นมาดูแลกลางคืนหรือไม่ ข้อสุดท้ายนี้สำคัญมาก เพราะบ้านจำนวนมากจ้างคนมาทำงานกลางวัน แล้วคาดหวังกลางคืนไปด้วยโดยไม่ได้ตกลงกัน แล้วก็แปลกใจว่าทำไมเขาลาออก สิ่งที่ควรถามและตรวจสอบก่อนตัดสินใจ ประสบการณ์ที่ตรงกับเคสของเรา ถามให้เจาะจงว่าเคยดูแลผู้ป่วยที่ใช้สายให้อาหารไหม เคยดูแลผู้ป่วยที่มีแผลกดทับหรือไม่ เคยเจอเหตุฉุกเฉินแล้วทำอย่างไร คำตอบที่เล่าเป็นเหตุการณ์จริงจะบอกได้มากกว่าคำตอบว่าเคยหรือไม่เคย การอบรมและเอกสาร ถามว่าผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ดูแลมาหรือไม่ จากที่ไหน มีเอกสารหรือใบรับรองไหม และขอดูบัตรประชาชนพร้อมเก็บสำเนาไว้เสมอ ถ้าจ้างผ่านศูนย์จัดหา ให้ถามด้วยว่าศูนย์รับผิดชอบอะไรบ้างเมื่อเกิดปัญหา และมีการเปลี่ยนคนให้หรือไม่ ให้ลองทำงานจริงก่อน ก่อนตกลงระยะยาว ให้มีช่วงทดลองงานที่คุณอยู่ด้วย สังเกตวิธีที่เขาพูดกับผู้ป่วย วิธีจับตัวตอนพลิก และท่าทีเวลาต้องทำเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์ เรื่องเหล่านี้ดูจากประวัติไม่ได้ ความเข้ากันได้กับท่าน ผู้ป่วยหลายรายสื่อสารไม่ได้ แต่แสดงออกทางสีหน้าและความตึงตัวของร่างกาย ถ้าท่านดูเกร็งหรือกระสับกระส่ายทุกครั้งที่คนนั้นเข้ามา ให้ใส่ใจสัญญาณนี้ ตกลงให้ชัดตั้งแต่วันแรก เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแม้จะเป็นการจ้างส่วนตัว โดยระบุขอบเขตงาน เวลาทำงานและเวลาพัก วันหยุด ค่าจ้างและวันจ่าย เงื่อนไขเรื่องที่พักและอาหาร การลาและการแจ้งล่วงหน้า และสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด เช่น การให้ยาที่แพทย์ไม่ได้สั่ง ที่สำคัญคือระบุให้ชัดว่าต้องแจ้งครอบครัวทันทีในกรณีใดบ้าง เช่น ท่านมีไข้ ล้ม สำลัก หายใจผิดปกติ หรือมีแผลใหม่ หลังจ้างแล้ว งานของครอบครัวยังไม่จบ สร้างระบบบันทึก สมุดบันทึกประจำวันหนึ่งเล่มที่จดการกิน การขับถ่าย ยา อุณหภูมิ และอาการผิดปกติ ทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน และช่วยได้มากเวลาไปพบแพทย์ แวะดูแบบไม่มีตารางบ้าง ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพราะการที่ครอบครัวปรากฏตัวสม่ำเสมอ ทำให้มาตรฐานการดูแลคงที่ …

ผู้ป่วยติดเตียงติดเชื้อได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ออกจากบ้าน

ผู้ป่วยติดเตียงติดเชื้อได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ออกจากบ้าน หมอตอบผมสั้น ๆ ว่า เชื้อไม่ได้เดินทางมาหาแม่ แต่พวกเราพามาให้ ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจ จนหมออธิบายว่า มือของคนดูแล อุปกรณ์ที่ใช้ซ้ำ ญาติที่แวะมาเยี่ยมทั้งที่เป็นหวัด และแม้แต่การทำความสะอาดที่ไม่ถูกลำดับ ล้วนเป็นทางเข้าของเชื้อทั้งนั้น ผู้ป่วยติดเตียงมีภูมิต้านทานที่อ่อนแอกว่าคนทั่วไป มีแผล มีสาย และมีปอดที่ขับเสมหะเองไม่ได้ สิ่งที่ทำให้คนปกติแค่เป็นหวัดสองวัน อาจทำให้ท่านต้องนอนโรงพยาบาลสองสัปดาห์ ทางเข้าของเชื้อในบ้าน มีมากกว่าที่คิด มือของเรานี่แหละ การล้างมือก่อนและหลังดูแลทุกครั้งคือมาตรการที่ได้ผลที่สุดและถูกที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่ถูกข้ามบ่อยที่สุดเวลารีบ โดยเฉพาะก่อนทำแผล ก่อนจับสายให้อาหาร ก่อนดูแลช่องปาก และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม อุปกรณ์ที่ใช้ซ้ำโดยไม่ได้ทำความสะอาดพอ กระบอกให้อาหาร ภาชนะใส่น้ำ ผ้าเช็ดตัว อ่างล้าง อุปกรณ์ดูดเสมหะ ทุกอย่างที่สัมผัสตัวท่านควรมีวิธีทำความสะอาดที่ชัดเจนและมีของใช้ส่วนตัวแยกจากคนอื่นในบ้าน ผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้า ผ้าที่เปื้อนสิ่งขับถ่ายหรือน้ำเหลืองควรแยกซัก และไม่ควรวางกองรวมกับผ้าของคนอื่น ผ้าเช็ดตัวควรแห้งสนิทระหว่างการใช้แต่ละครั้ง คนที่มาเยี่ยม นี่คือเรื่องที่พูดยากที่สุดในวัฒนธรรมไทย เพราะการห้ามญาติเข้าเยี่ยมดูเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้ามีคนในบ้านหรือญาติที่มีอาการไข้หวัด ไอ หรือท้องเสีย ควรงดเข้าใกล้ท่านจนกว่าจะหาย และควรล้างมือก่อนสัมผัสท่านทุกครั้ง การบอกล่วงหน้าอย่างสุภาพตั้งแต่ต้นทำได้ง่ายกว่าการห้ามตอนคนมาถึงหน้าประตูแล้ว จุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าเป็นพิเศษ แผลทุกชนิด แผลกดทับ แผลผ่าตัด หรือแผลรอบสาย ล้วนเป็นทางเข้าตรงของเชื้อ ควรทำแผลตามวิธีที่พยาบาลสอน ไม่ใช้ยาหรือสมุนไพรใส่แผลเอง และสังเกตขอบแผลทุกวัน สายทุกเส้น สายให้อาหารและสายสวนปัสสาวะเป็นทางลัดของเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จึงต้องดูแลตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด และเปลี่ยนตามกำหนดโดยผู้ที่ได้รับการอบรม ไม่ใช่เมื่อสะดวก ช่องปากและทางเดินหายใจ ตามที่เขียนไว้ในบทความเรื่องเสมหะ การดูแลช่องปากทุกวันคือหนึ่งในวิธีป้องกันปอดอักเสบที่ทำได้ง่ายที่สุดที่บ้าน สัญญาณเตือนที่มักมาก่อนไข้ สิ่งที่ครอบครัวควรรู้คือ ในผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง อาการแรกของการติดเชื้ออาจไม่ใช่ไข้ หลายรายเริ่มจากการซึมลง สับสนกว่าเดิม กระสับกระส่ายผิดปกติ ไม่ยอมกิน อ่อนแรงกะทันหัน หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมชัดเจน ในบางรายอุณหภูมิร่างกายอาจต่ำกว่าปกติแทนที่จะสูงขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าวันนี้ท่านไม่เหมือนเดิม ทั้งที่บอกไม่ถูกว่าตรงไหน ให้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ต้องปรึกษาทีมแพทย์ อย่ารอให้ปรอทขึ้น สิ่งที่ควรมีในบ้านและควรทำเป็นประจำ จุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์วางไว้ข้างเตียง ให้ทุกคนที่เข้ามาใช้ได้ทันที ถุงมือสำหรับงานที่ต้องสัมผัสสิ่งขับถ่ายหรือแผล ถังขยะแยกสำหรับของที่ปนเปื้อน ปรอทวัดไข้ และสมุดบันทึกอาการประจำวัน การทำความสะอาดห้องและการระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ การปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยและสำหรับคนในบ้าน …

เสียงครืดคราดในลำคอ สัญญาณที่ห้ามรอถึงเช้า

เสียงครืดคราดในลำคอ สัญญาณที่ห้ามรอถึงเช้า ผมนอนอยู่ห้องข้าง ๆ แล้วได้ยินเสียงหายใจของพ่อเปลี่ยนไป ตอนแรกผมนอนฟังอยู่สิบนาที แล้วบอกตัวเองว่าเดี๋ยวเช้าค่อยโทรถามพยาบาลก็ได้ ไม่อยากกวนใครตอนดึก สุดท้ายผมลุกไปดู แล้วเห็นว่าพ่อหายใจเร็วกว่าปกติมาก ริมฝีปากเริ่มคล้ำ คืนนั้นจบที่ห้องฉุกเฉิน และหมอบอกว่ามาทันเวลาพอดี สิ่งที่ผมอยากบอกทุกคนที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงคือ เรื่องการหายใจเป็นเรื่องเดียวที่ไม่ควรใช้คำว่ารอดูอาการก่อน ทำไมผู้ป่วยติดเตียงถึงมีปัญหาเรื่องเสมหะ คนปกติขับเสมหะออกด้วยการไอแรง ๆ และการขยับตัวไปมาตลอดวัน ผู้ป่วยติดเตียงทำทั้งสองอย่างไม่ได้ กล้ามเนื้อที่ใช้ไออ่อนแรง ท่านอนที่ไม่เปลี่ยนทำให้เสมหะไปกองอยู่ที่ปอดส่วนล่างข้างที่ทับอยู่ และบางท่านมีปัญหาการกลืนร่วมด้วย ทำให้น้ำลายหรืออาหารเล็ดลอดลงหลอดลม เสมหะที่ค้างอยู่จึงกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรค และนำไปสู่การติดเชื้อในปอดซึ่งเป็นสาเหตุการเจ็บป่วยรุนแรงอันดับต้น ๆ ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ สังเกตการหายใจอย่างไรให้เห็นก่อนจะสาย รู้ค่าปกติของท่านไว้ก่อน ลองนับอัตราการหายใจของท่านในวันที่ปกติดี แล้วจดไว้ เพราะการที่คุณรู้ว่าปกติท่านหายใจแบบไหน จะทำให้คุณจับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าใครทั้งหมด สัญญาณที่ต้องสังเกตทุกวัน หายใจเร็วขึ้นหรือแรงขึ้นกว่าเดิม ใช้กล้ามเนื้อคอหรือหน้าอกช่วยหายใจจนเห็นชัด เสียงครืดคราดหรือเสียงหวีดในลำคอ ไอถี่ขึ้น เสมหะเปลี่ยนสีหรือมีกลิ่น มีไข้ ซึมลง หรือกินได้น้อยลงกะทันหัน สัญญาณที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที ริมฝีปากหรือปลายนิ้วคล้ำเขียว หายใจเหนื่อยหอบชัดเจน ปลุกตื่นยากหรือไม่ตอบสนอง หายใจมีเสียงดังผิดปกติร่วมกับกระสับกระส่าย หรือมีไข้สูงร่วมกับหายใจเร็ว อาการเหล่านี้ไม่ควรรอถึงเช้า สิ่งที่ช่วยได้ในแต่ละวัน เปลี่ยนท่าคือการดูแลปอด การพลิกตัวตามรอบเวลาไม่ได้ช่วยแค่เรื่องแผลกดทับ แต่ช่วยให้เสมหะไม่กองอยู่ที่ปอดข้างเดียวนาน ๆ และช่วยให้ปอดขยายตัวได้ทั่วถึงมากขึ้น ยกหัวเตียงในช่วงที่เหมาะสม โดยทั่วไปการให้ท่านอยู่ในท่าศีรษะสูงระหว่างและหลังให้อาหารช่วยลดการสำลัก ส่วนองศาและระยะเวลาที่เหมาะกับท่านควรเป็นไปตามที่ทีมพยาบาลกำหนดในแผนการดูแล เพราะผู้ป่วยแต่ละรายมีข้อจำกัดต่างกัน ความชื้นและน้ำในร่างกาย เสมหะที่เหนียวข้นขับออกยากกว่าเสมหะที่ใส ภาวะขาดน้ำจึงทำให้ปัญหาหนักขึ้น ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต้องเป็นไปตามที่แพทย์กำหนด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตหรือหัวใจ ส่วนการใช้เครื่องพ่นละอองยาหรืออุปกรณ์ให้ความชื้น ต้องใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น ดูแลช่องปากทุกวัน นี่คือมาตรการที่ง่ายที่สุดและถูกมองข้ามมากที่สุด เชื้อโรคในช่องปากที่ไหลลงหลอดลมเป็นหนึ่งในต้นทางของปอดอักเสบ การทำความสะอาดช่องปากอย่างน้อยวันละสองครั้งช่วยลดความเสี่ยงได้จริง เรื่องการดูดเสมหะ ที่ต้องพูดกันตรง ๆ การดูดเสมหะไม่ใช่สิ่งที่ควรเรียนจากคลิปในอินเทอร์เน็ตแล้วลองทำเอง เพราะการทำผิดวิธีอาจทำให้เยื่อบุบาดเจ็บ เลือดออก ขาดออกซิเจนระหว่างทำ หรือติดเชื้อเพิ่ม ถ้าผู้ป่วยที่บ้านจำเป็นต้องดูดเสมหะ ต้องให้พยาบาลสอนจนคุณทำได้ถูกต้องภายใต้การดูแล และต้องมีอุปกรณ์ที่สะอาดพร้อมใช้เสมอ รวมถึงต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุดและโทรขอความช่วยเหลือ ครอบครัวจำนวนมากประเมินเรื่องนี้ต่ำเกินไปตอนพากลับบ้าน แล้วมาพบว่าตอนตีสามที่ต้องทำจริง มือสั่นจนทำไม่ได้ ทำไมเรื่องการหายใจถึงเป็นเหตุผลอันดับต้น ๆ ที่ครอบครัวเลือกใช้ศูนย์ เพราะปัญหาการหายใจไม่รอเวลาทำการ …

ดูแลที่บ้าน vs ศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ต้นทุนจริงคืออะไร

ดูแลที่บ้านถูกกว่าจริงไหม — บัญชีที่ไม่มีใครในครอบครัวกล้าทำ เรานั่งคุยกันในวงพี่น้องคืนหนึ่ง แล้วมีคนพูดว่า “ดูแลเองที่บ้านก็ได้ ประหยัดกว่าเยอะ” ทุกคนพยักหน้า รวมทั้งผม เพราะฟังดูสมเหตุสมผลและฟังดูกตัญญูไปพร้อมกัน ผ่านไปแปดเดือน ผมลองนั่งทำบัญชีจริง ๆ ครั้งแรก แล้วพบว่าเราไม่เคยคำนวณอะไรเลยนอกจากค่าผ้าอ้อม บทความนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อบอกว่าทางไหนถูกทางไหนผิด แต่ละบ้านมีเงื่อนไขต่างกัน แต่ผมอยากให้ทุกคนได้ตัดสินใจจากตัวเลขจริง ไม่ใช่จากความรู้สึกผิด ต้นทุนที่มองเห็น ลองเขียนออกมาให้ครบ แล้วคูณด้วยจำนวนเดือนที่คาดว่าจะต้องดูแล อุปกรณ์ตั้งต้น เตียงผู้ป่วยปรับระดับ ที่นอนลดแรงกด รถเข็น อุปกรณ์ช่วยเคลื่อนย้าย เครื่องดูดเสมหะสำหรับบางราย และอาจมีเครื่องผลิตออกซิเจนหรืออุปกรณ์เฉพาะตามอาการ เป็นก้อนแรกที่หลายบ้านไม่ได้เตรียมใจ ค่าใช้จ่ายประจำเดือน ผ้าอ้อมและแผ่นรอง อาหารทางสายให้อาหารหรืออาหารปั่นเฉพาะ อุปกรณ์ทำแผล ถุงมือ น้ำเกลือล้างแผล ค่ายา และค่าเดินทางไปโรงพยาบาลตามนัด ซึ่งสำหรับผู้ป่วยติดเตียงมักต้องใช้รถที่รองรับเตียงหรือรถเข็นได้ ค่าจ้างผู้ดูแล ถ้าจ้างผู้ดูแลมาอยู่ประจำที่บ้าน อย่าลืมคิดค่าที่พัก ค่าอาหาร วันหยุด และที่สำคัญคือแผนสำรองเมื่อผู้ดูแลลาออกกะทันหัน ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่ใครคาดไว้ และในวันนั้นภาระทั้งหมดจะกลับมาที่ครอบครัวทันที ค่ารักษาที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อน นี่คือก้อนที่คาดเดายากที่สุด แผลกดทับที่ลุกลาม ปอดอักเสบจากการสำลัก หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ล้วนนำไปสู่การนอนโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูงและทำให้ท่านทรุดลงอีก การป้องกันจึงถูกกว่าการรักษาเสมอ ต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่จ่ายจริงทุกวัน รายได้ที่หายไป ลูกคนหนึ่งลาออกจากงานหรือลดเวลาทำงานลง นั่นคือต้นทุนจริงที่ไม่ได้ปรากฏในบิลไหนเลย และมันไม่ได้กระทบแค่วันนี้ แต่กระทบเงินเก็บและความมั่นคงของคนคนนั้นไปอีกหลายปี สุขภาพของคนดูแล ปวดหลังเรื้อรัง นอนไม่พอสะสม ความเครียดที่ไม่มีทางระบาย ผู้ดูแลจำนวนมากป่วยตามผู้ป่วย และเมื่อคนดูแลล้ม ครอบครัวจะเจอวิกฤตสองชั้นพร้อมกัน ความสัมพันธ์ในครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องเวร เรื่องใครทำมากกว่าใคร คือสาเหตุที่ทำให้พี่น้องหลายบ้านไม่คุยกันอีกเลยหลังจากนั้น ราคานี้แพงและไม่มีใครอยากจ่าย สัญญาณว่าถึงเวลาพิจารณาศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียงอย่างจริงจัง ท่านต้องการการดูแลทางการพยาบาลที่บ้านทำเองไม่ได้ เช่น แผลกดทับที่ต้องทำแผลสม่ำเสมอ การดูดเสมหะ หรือการให้อาหารทางสาย ท่านกลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำหลายครั้งในเวลาไม่กี่เดือน ทุกกิจกรรมต้องใช้คนสองคน แต่บ้านมีคนอยู่จริงคนเดียว คนดูแลหลักเริ่มมีปัญหาสุขภาพชัดเจน หรือต้องกลับไปทำงาน หาผู้ดูแลที่ไว้ใจได้ไม่ได้ หรือเปลี่ยนคนบ่อยจนการดูแลไม่ต่อเนื่อง 10 คำถามที่ต้องถามก่อนเลือกศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยติดเตียงต้องการมากกว่าที่พักและอาหาร …

วันแรกที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้พ่อ — เรื่องที่ไม่มีใครสอน

วันแรกที่ผมต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้พ่อ เราสองคนไม่กล้ามองหน้ากันเลย พ่อหลับตาแน่นตลอดเวลาที่ผมทำ ทั้งที่ผมรู้ว่าพ่อไม่ได้หลับ ผมใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเข้าใจว่า สิ่งที่ยากที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่เทคนิค แต่คือการที่คนคนหนึ่งซึ่งเคยดูแลเรามาทั้งชีวิต ต้องยอมให้เราเห็นเขาในสภาพที่เขาไม่อยากให้ใครเห็น เรื่องความสะอาดของผู้ป่วยติดเตียงจึงเป็นสองเรื่องพร้อมกันเสมอ เรื่องหนึ่งคือการป้องกันแผลและการติดเชื้อ อีกเรื่องคือการรักษาความรู้สึกของคนที่เรารัก ก่อนจะพูดถึงวิธี ขอพูดถึงท่าทีก่อน บอกก่อนทำเสมอ แม้ท่านจะสื่อสารไม่ได้ การเปิดผ้าห่มขึ้นมาแล้วลงมือทำทันที ต่างจากการบอกว่าเดี๋ยวเราจะทำความสะอาดให้นะ อย่างสิ้นเชิงในความรู้สึกของท่าน แม้ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองก็ยังอาจรับรู้เสียงและการสัมผัสได้ ปิดม่าน ปิดประตู และเปิดเฉพาะส่วนที่ทำ อย่าเปิดร่างกายท่านทั้งตัวไว้ตลอดเวลาที่ทำงาน ใช้ผ้าคลุมส่วนที่ยังไม่ถึงคิว นอกจากรักษาความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังช่วยไม่ให้ท่านหนาวจนเกร็งอีกด้วย อย่าพูดเรื่องท่านข้ามหัวท่าน ประโยคอย่าง “วันนี้ถ่ายเยอะเลยนะ” ที่พูดกับญาติอีกคนโดยไม่มองหน้าท่าน เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยหลายรายรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งของ ถ้าจะพูดเรื่องท่าน ให้พูดกับท่านด้วย การทำความสะอาดที่ป้องกันปัญหาตามมา เปียกแล้วต้องเปลี่ยนทันที ผิวที่แช่อยู่ในความชื้นและสิ่งขับถ่ายจะเปื่อยเร็วมาก และเป็นจุดเริ่มของแผลกดทับกับผื่นระคายเคือง อย่ารอให้ครบรอบเวลาที่ตั้งไว้ถ้ารู้ว่าเปียกแล้ว ทำความสะอาดให้ถูกทิศทาง และซับให้แห้งสนิท โดยเฉพาะในผู้ป่วยหญิง ควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอเพื่อลดโอกาสติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ใช้น้ำสะอาดหรือผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ถูแรง และซับให้แห้งทุกซอกพับก่อนใส่ผ้าอ้อมชิ้นใหม่ ความชื้นที่ค้างอยู่คือสาเหตุของเชื้อราและผื่น ผ้าอ้อมที่รัดแน่นเกินไปก็เป็นปัญหา หลายคนกลัวรั่วจึงรัดแน่น แต่ขอบที่รัดจะกดผิวจนเป็นรอย และทำให้อับชื้นกว่าเดิม ควรใส่ให้พอดี และเลือกขนาดที่เหมาะกับตัวท่านจริง ๆ เช็ดตัวคือเวลาตรวจร่างกายไปในตัว ทุกครั้งที่เช็ดตัว ให้ไล่สายตาดูผิวหนังตามปุ่มกระดูก ดูรอยแดง รอยถลอก ผื่น ตุ่ม หรือบวมผิดปกติ นี่คือช่วงเวลาที่คนดูแลจะเจอปัญหาได้เร็วที่สุดในแต่ละวัน ถ้าท่านมีสายสวนปัสสาวะ ถุงต้องอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ ถ้ายกถุงสูงกว่าตัวท่าน แม้เพียงตอนเคลื่อนย้าย ปัสสาวะอาจไหลย้อนกลับและเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ ควรแขวนถุงไว้ที่ข้างเตียงโดยไม่ให้แตะพื้น และระวังไม่ให้สายพับงอหรือถูกทับ สัญญาณติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น มีตะกอน กลิ่นแรงผิดปกติ ปัสสาวะออกน้อยลงมาก มีไข้ หนาวสั่น หรือท่านซึมและสับสนกว่าเดิมโดยไม่มีสาเหตุ ในผู้สูงอายุ อาการสับสนที่เปลี่ยนไปกะทันหันมักเป็นสัญญาณแรกของการติดเชื้อ มากกว่าอาการปัสสาวะแสบขัดที่เราคุ้นเคย ถ้าพบควรรีบปรึกษาแพทย์ ท้องผูก ปัญหาเงียบที่ทำให้ทุกอย่างแย่ลง ผู้ป่วยที่ไม่ได้ขยับตัวมักท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งทำให้ท่านอึดอัด เบื่ออาหาร กระสับกระส่าย และในบางรายอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล ควรจดบันทึกการขับถ่ายทุกวัน ถ้าเกินสามวันแล้วยังไม่ถ่าย …

ยกผู้ป่วยผิดวิธี เจ็บทั้งคนป่วยและคนดูแล

ผมเจ็บหลังครั้งแรกตอนอุ้มแม่ลงจากเตียง แล้วก็ไม่เคยหายสนิทอีกเลย ตอนนั้นแม่กำลังจะลื่นลงข้างเตียง ผมรีบเข้าไปรับด้วยท่าที่แย่ที่สุดเท่าที่จะแย่ได้ คือก้มตัว บิดเอว แล้วออกแรงยกด้วยหลังล้วน ๆ แม่ไม่เป็นอะไร แต่ผมได้ยินเสียงบางอย่างในหลังตัวเอง สามวันต่อมาผมลุกจากเตียงไม่ได้ และคนที่ต้องดูแลแม่ในสามวันนั้นคือน้องสาวที่ต้องลางานมา เรื่องนี้สอนผมว่า การดูแลผู้ป่วยติดเตียงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ป่วย ถ้าคนดูแลพัง ทุกอย่างพังตามทันที ทำไมการยกผิดวิธีถึงอันตรายกับสองคนพร้อมกัน คนดูแลเสี่ยงหมอนรองกระดูกและกล้ามเนื้อหลังบาดเจ็บ ส่วนผู้ป่วยเสี่ยงกว่านั้นอีก เพราะผิวหนังที่บางและเปราะอาจถลอกจากการลาก ข้อไหล่อาจบาดเจ็บจากการถูกดึงแขน และการเคลื่อนย้ายที่ไม่มั่นคงทำให้ท่านตกเตียงได้ หลักการที่จำง่ายที่สุด ยืนให้เท้าห่างกันเท่าช่วงไหล่เพื่อให้ฐานมั่นคง ย่อเข่าแทนการก้มหลัง ให้ตัวท่านอยู่ใกล้ตัวเราที่สุด อย่ายื่นแขนไปยกจากระยะไกล และห้ามบิดเอวขณะออกแรง ถ้าต้องหมุนตัว ให้ขยับเท้าหมุนทั้งตัวไปพร้อมกัน บอกท่านก่อนทุกครั้ง แม้ท่านจะพูดไม่ได้ หลายคนลืมข้อนี้ การจับตัวคนขึ้นมาโดยไม่บอกล่วงหน้าทำให้ท่านตกใจ เกร็งตัว และยิ่งยกยาก ลองพูดว่าเดี๋ยวเราจะพลิกไปทางซ้ายนะ นับหนึ่ง สอง สาม แล้วค่อยขยับ ผู้ป่วยจำนวนมากรับรู้และให้ความร่วมมือมากกว่าที่เราคิด ผ้ารองยก ราคาไม่กี่ร้อย แต่เปลี่ยนชีวิตคนดูแล ผ้ารองยกหรือผ้าเลื่อนตัวช่วยให้เราเลื่อนตัวท่านขึ้นหัวเตียงได้โดยไม่ต้องลากผิวหนังกับที่นอน ลดทั้งแรงเฉือนที่ทำให้เกิดแผลกดทับ และลดแรงที่ลงหลังของเรา ถ้าจะลงทุนซื้ออะไรสักอย่างในเดือนนี้ ผมแนะนำอันนี้ก่อนเลย อย่ายกคนเดียวถ้าไม่จำเป็น การเคลื่อนย้ายจากเตียงไปรถเข็นหรือไปห้องน้ำ สำหรับผู้ป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้เลย โดยหลักการควรใช้คนสองคน ถ้าบ้านมีคนเดียวจริง ๆ ควรปรึกษาทีมพยาบาลเรื่องอุปกรณ์ช่วย และวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำเวลาไหนที่มีคนอยู่ด้วย ข้อติดยึด ปัญหาที่เกิดเร็วกว่าที่ทุกคนคิด ไม่กี่สัปดาห์ก็เห็นผลแล้ว เมื่อข้อไม่ได้เคลื่อนไหว เนื้อเยื่อรอบข้อจะหดสั้นลง ทำให้เหยียดหรืองอได้น้อยลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายข้อยึดติดในท่าผิดรูป ปัญหาคือเมื่อยึดแล้วแก้ยากมาก และทำให้การเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือแม้แต่การจัดท่านอน กลายเป็นเรื่องเจ็บปวดสำหรับท่าน การขยับข้อให้ท่าน ต้องเรียนก่อนทำ การขยับข้อแบบที่คนดูแลช่วยทำให้ ควรให้นักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลสอนท่าที่เหมาะกับโรคของท่านก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีกระดูกหักเดิม ข้อเทียม หรือกล้ามเนื้อเกร็งจากภาวะทางสมอง หลักกว้าง ๆ คือขยับช้า นุ่มนวล อยู่ในช่วงที่ไม่เจ็บ ทำสม่ำเสมอทุกวัน และหยุดทันทีถ้าท่านแสดงอาการเจ็บ จัดท่าเพื่อป้องกันความผิดรูป เท้าตกเป็นปัญหาที่พบบ่อยและป้องกันได้ด้วยการจัดท่าให้ข้อเท้าอยู่ในมุมที่เหมาะสมตามคำแนะนำของนักกายภาพ ส่วนมือที่กำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ สามารถใช้อุปกรณ์รองมือช่วยได้ อย่าปล่อยไว้จนเกิดแผลในอุ้งมือ …