ดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่มีภาวะสมองเสื่อมร่วมด้วย
เมื่อการเช็ดตัวกลายเป็นการต่อสู้ทุกวัน ทั้งที่ไม่มีใครอยากสู้ ลูกชายคนหนึ่งเล่าว่า ทุกครั้งที่เข้าไปเช็ดตัวให้แม่ แม่จะปัดมือ ร้องเสียงดัง และบางครั้งก็ตีเขา ทั้งที่แม่เป็นคนที่ไม่เคยทำร้ายใครมาทั้งชีวิต เขารู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องจับแม่ไว้เพื่อทำให้เสร็จ และรู้สึกแย่กว่าเดิมเมื่อตัวเองเริ่มหงุดหงิดใส่แม่ สิ่งที่ช่วยเขาได้มากที่สุดคือการเข้าใจว่า พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่การต่อต้านลูก แต่เป็นการตอบสนองของคนที่ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเอง ในผู้ป่วยติดเตียงที่มีภาวะสมองเสื่อมร่วมด้วย การดูแลประจำวันทุกอย่างจะซับซ้อนขึ้น เพราะผู้ป่วยไม่สามารถเข้าใจเหตุผล ไม่สามารถให้ความร่วมมือ และมักตีความการสัมผัสว่าเป็นการคุกคาม ทำความเข้าใจพฤติกรรมก่อนจะแก้ไข หลักสำคัญในการดูแลคือ พฤติกรรมที่ดูเป็นปัญหามักเป็นการสื่อสารความไม่สบายบางอย่างที่ผู้ป่วยบอกเป็นคำพูดไม่ได้ ก่อนสรุปว่าเป็นอาการของโรค ควรตรวจสาเหตุทางกายก่อนเสมอ ได้แก่ ความเจ็บปวด ผ้าอ้อมเปียก ท่านอนที่ไม่สบาย ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง หิวหรือกระหายน้ำ ร้อนหรือหนาวเกินไป การติดเชื้อ และผลข้างเคียงของยา หากพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะสับสนเฉียบพลันซึ่งมีสาเหตุที่รักษาได้ เทคนิคการดูแลประจำวันที่ลดการต่อต้าน เข้าหาจากด้านหน้าและบอกก่อนทุกครั้ง การเข้าหาจากด้านข้างหรือด้านหลังโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำให้ผู้ป่วยตกใจและตอบสนองด้วยการป้องกันตัว ควรเข้าหาในระดับสายตา เรียกชื่อ แนะนำตัวเอง และบอกสั้น ๆ ว่ากำลังจะทำอะไร ใช้ประโยคสั้น ทีละขั้นตอน แทนการอธิบายทั้งกระบวนการ ให้บอกทีละขั้น เช่น เดี๋ยวจะยกแขนนะ แล้วรอให้ผู้ป่วยรับรู้ก่อนทำขั้นต่อไป การให้เวลามากกว่าปกติเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด รักษาลำดับและเวลาให้เหมือนเดิมทุกวัน ความคุ้นเคยลดความวิตกกังวล การทำกิจกรรมเดิมในเวลาเดิมโดยคนเดิมเท่าที่ทำได้ ช่วยให้ผู้ป่วยคาดเดาสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ แม้จะจำรายละเอียดไม่ได้ เลือกจังหวะ ไม่ฝืนเมื่อผู้ป่วยไม่พร้อม หากผู้ป่วยต่อต้านรุนแรง การหยุดแล้วกลับมาใหม่ในอีกสิบถึงยี่สิบนาที มักได้ผลดีกว่าการฝืนทำให้เสร็จ ยกเว้นกิจกรรมที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น การทำความสะอาดเมื่อเปื้อน ลดสิ่งกระตุ้นระหว่างทำกิจกรรม ปิดโทรทัศน์ ลดเสียงรบกวน และไม่ควรมีคนหลายคนพูดพร้อมกันในห้อง เพราะสมองที่ประมวลผลได้ช้าลงจะยิ่งสับสนเมื่อมีสิ่งเร้ามาก อย่าโต้เถียงกับสิ่งที่ผู้ป่วยเชื่อ การพยายามแก้ความเข้าใจผิดด้วยเหตุผลมักทำให้สถานการณ์แย่ลง การรับฟังอารมณ์แล้วเปลี่ยนเรื่องหรือเปลี่ยนกิจกรรม เป็นแนวทางที่ใช้ได้ผลกว่าในทางปฏิบัติ ปัญหาการดึงสายและอุปกรณ์ ผู้ป่วยที่ไม่เข้าใจว่าสายให้อาหารหรือสายสวนคืออะไร มักพยายามดึงออกเพราะรู้สึกรำคาญหรือเจ็บ แนวทางที่ควรทำคือ ตรวจก่อนว่าสายทำให้เจ็บหรือดึงรั้งหรือไม่ จัดให้สายอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สัมผัสมือโดยตรง ใช้เสื้อผ้าปกปิดตามความเหมาะสม เบี่ยงเบนความสนใจด้วยสิ่งที่ให้ถือ และปรึกษาทีมพยาบาลเรื่องวิธีตรึงสายที่ปลอดภัย การผูกยึดมือผู้ป่วยไม่ควรเป็นทางเลือกแรก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยกระวนกระวายมากขึ้น และควรพิจารณาร่วมกับทีมแพทย์เท่านั้น เรื่องการกินที่ต้องระวังเป็นพิเศษ …











