การป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง – เทคนิคที่ต้องรู้ | ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านแสนรัก
แผลกดทับเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายในผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเกิดจากการกดทับต่อเนื่องของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการขาดเลือดและตายของเซลล์ การป้องกันแผลกดทับจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง เนื่องจากการรักษาแผลกดทับมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง บทความนี้จะนำเสนอเทคนิคการป้องกันแผลกดทับที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การทำความเข้าใจสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง การเปลี่ยนท่านอนที่ถูกต้อง การเลือกใช้อุปกรณ์ช่วย ไปจนถึงการดูแลผิวหนังและโภชนาการที่เหมาะสม ทำความเข้าใจแผลกดทับและปัจจัยเสี่ยง กลไกการเกิดแผลกดทับ แผลกดทับเกิดขึ้นเมื่อมีแรงกดที่มากกว่าแรงดันเลือดในหลอดเลือดฝอย ซึ่งมีค่าประมาณ 25-32 มิลลิเมตรปรอท การกดทับที่จุดโปนของกระดูกเป็นเวลานานจะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ ส่งผลให้เกิดการขาดออกซิเจนและสารอาหาร เซลล์จึงเริ่มตายและเกิดเป็นแผลขึ้น นอกจากแรงกดแล้ว แรงเสียดทานและแรงดึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการเกิดแผลกดทับ จุดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลกดทับ ได้แก่ บริเวณที่มีกระดูกโปนออกมาใกล้ผิวหนัง เช่น กระเบนเหน็บ กระดูกหาง ข้อศอก ข้อเท้า ส้นเท้า หัวเข่า และด้านข้างของสะโพก ในท่านอนหงาย จุดเสี่ยงหลักคือ กระดูกหาง กระเบนเหน็บ และส้นเท้า ส่วนในท่านอนตะแคงจะเป็นบริเวณสะโพกด้านข้างและข้อเข่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับแบ่งออกเป็นหลายประเภท ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ได้แก่ การนอนติดเตียงเป็นเวลานาน การไม่สามารถเปลี่ยนท่านอนได้เอง และการสูญเสียความรู้สึก ปัจจัยทางโภชนาการ เช่น การขาดโปรตีน การขาดน้ำ น้ำหนักน้อยหรือมากเกินไป และระดับฮีโมโกลบินต่ำ ส่งผลต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและความแข็งแรงของผิวหนัง สภาวะสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด การติดเชื้อ และการใช้ยาบางประเภท เช่น สเตียรอยด์ ที่ทำให้ผิวหนังบางลงและหายช้า อายุที่มากขึ้นยังเป็นปัจจัยเสี่ยงเนื่องจากผิวหนังมีความยืดหยุ่นลดลงและการไหลเวียนเลือดไม่ดี ความชื้นจากเหงื่อ ปัสสาวะ หรือการขับถ่าย ทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่มและเสียดทานได้ง่าย เทคนิคการเปลี่ยนท่านอนที่มีประสิทธิภาพ หลักการและความถี่ในการเปลี่ยนท่านอน การเปลี่ยนท่านอนเป็นวิธีการป้องกันแผลกดทับที่สำคัญที่สุด ควรเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง และอาจปรับเป็นทุก 4 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำ การจัดตารางเวลาการเปลี่ยนท่านอนและติดตามอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่ผู้ป่วยใช้ที่นอนพิเศษที่ช่วยลดแรงกดทับ อาจขยายระยะเวลาได้แต่ไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมง การเปลี่ยนท่านอนต้องทำอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการลากหรือดึงผู้ป่วยที่อาจทำให้เกิดแรงเสียดทาน ควรยกผู้ป่วยขึ้นแล้วย้ายท่าทีละส่วน การใช้แผ่นรองลื่นหรือผ้าเลื่อนจะช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างการเปลี่ยนท่า หลังจากเปลี่ยนท่านอนแล้วควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนใดของร่างกายถูกกดทับใต้ตัวผู้ป่วย ท่านอนที่แนะนำและการจัดท่า ท่านอนพื้นฐานที่ใช้ในการป้องกันแผลกดทับมี 4 …





