Blogs

การป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง เทคนิคที่ต้องรู้ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง บ้านแสนรัก

การป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง – เทคนิคที่ต้องรู้ | ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านแสนรัก

แผลกดทับเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายในผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเกิดจากการกดทับต่อเนื่องของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการขาดเลือดและตายของเซลล์ การป้องกันแผลกดทับจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง เนื่องจากการรักษาแผลกดทับมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง บทความนี้จะนำเสนอเทคนิคการป้องกันแผลกดทับที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การทำความเข้าใจสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง การเปลี่ยนท่านอนที่ถูกต้อง การเลือกใช้อุปกรณ์ช่วย ไปจนถึงการดูแลผิวหนังและโภชนาการที่เหมาะสม ทำความเข้าใจแผลกดทับและปัจจัยเสี่ยง กลไกการเกิดแผลกดทับ แผลกดทับเกิดขึ้นเมื่อมีแรงกดที่มากกว่าแรงดันเลือดในหลอดเลือดฝอย ซึ่งมีค่าประมาณ 25-32 มิลลิเมตรปรอท การกดทับที่จุดโปนของกระดูกเป็นเวลานานจะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ ส่งผลให้เกิดการขาดออกซิเจนและสารอาหาร เซลล์จึงเริ่มตายและเกิดเป็นแผลขึ้น นอกจากแรงกดแล้ว แรงเสียดทานและแรงดึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการเกิดแผลกดทับ จุดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลกดทับ ได้แก่ บริเวณที่มีกระดูกโปนออกมาใกล้ผิวหนัง เช่น กระเบนเหน็บ กระดูกหาง ข้อศอก ข้อเท้า ส้นเท้า หัวเข่า และด้านข้างของสะโพก ในท่านอนหงาย จุดเสี่ยงหลักคือ กระดูกหาง กระเบนเหน็บ และส้นเท้า ส่วนในท่านอนตะแคงจะเป็นบริเวณสะโพกด้านข้างและข้อเข่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับแบ่งออกเป็นหลายประเภท ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ได้แก่ การนอนติดเตียงเป็นเวลานาน การไม่สามารถเปลี่ยนท่านอนได้เอง และการสูญเสียความรู้สึก ปัจจัยทางโภชนาการ เช่น การขาดโปรตีน การขาดน้ำ น้ำหนักน้อยหรือมากเกินไป และระดับฮีโมโกลบินต่ำ ส่งผลต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและความแข็งแรงของผิวหนัง สภาวะสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด การติดเชื้อ และการใช้ยาบางประเภท เช่น สเตียรอยด์ ที่ทำให้ผิวหนังบางลงและหายช้า อายุที่มากขึ้นยังเป็นปัจจัยเสี่ยงเนื่องจากผิวหนังมีความยืดหยุ่นลดลงและการไหลเวียนเลือดไม่ดี ความชื้นจากเหงื่อ ปัสสาวะ หรือการขับถ่าย ทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่มและเสียดทานได้ง่าย เทคนิคการเปลี่ยนท่านอนที่มีประสิทธิภาพ หลักการและความถี่ในการเปลี่ยนท่านอน การเปลี่ยนท่านอนเป็นวิธีการป้องกันแผลกดทับที่สำคัญที่สุด ควรเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง และอาจปรับเป็นทุก 4 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำ การจัดตารางเวลาการเปลี่ยนท่านอนและติดตามอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่ผู้ป่วยใช้ที่นอนพิเศษที่ช่วยลดแรงกดทับ อาจขยายระยะเวลาได้แต่ไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมง การเปลี่ยนท่านอนต้องทำอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการลากหรือดึงผู้ป่วยที่อาจทำให้เกิดแรงเสียดทาน ควรยกผู้ป่วยขึ้นแล้วย้ายท่าทีละส่วน การใช้แผ่นรองลื่นหรือผ้าเลื่อนจะช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างการเปลี่ยนท่า หลังจากเปลี่ยนท่านอนแล้วควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนใดของร่างกายถูกกดทับใต้ตัวผู้ป่วย ท่านอนที่แนะนำและการจัดท่า ท่านอนพื้นฐานที่ใช้ในการป้องกันแผลกดทับมี 4 …
คู่มือการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน ขั้นตอนพื้นฐานสำหรับญาติ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง บ้านแสนรัก

คู่มือการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน ขั้นตอนพื้นฐานสำหรับญาติ | บ้านแสนรัก

การดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญและท้าทายสำหรับสมาชิกในครอบครัว การมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลอย่างถูกต้องจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด พร้อมทั้งลดภาระของผู้ดูแล บทความนี้จะแนะนำขั้นตอนพื้นฐานในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ตั้งแต่การเตรียมสภาพแวดล้อม การดูแลอนามัยส่วนบุคคล ไปจนถึงการป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมห้องและสภาพแวดล้อมสำหรับผู้ป่วยติดเตียง การจัดเตียงและอุปกรณ์พื้นฐาน การเลือกเตียงที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง เตียงควรมีความสูงที่เหมาะสมกับผู้ดูแล เพื่อความสะดวกในการดูแลและลดการบาดเจ็บจากการก้มตัว ที่นอนควรเป็นแบบกันน้ำหรือมีแผ่นรองกันน้ำ เพื่อป้องกันการเปียกชื้นจากสารคัดหลั่งของร่างกาย ราวกั้นเตียงเป็นอุปกรณ์จำเป็นเพื่อป้องกันผู้ป่วยตกเตียง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะสับสนหรือเคลื่อนไหวไม่ควบคุม นอกจากนี้ควรเตรียมหมอนรองขาและหมอนรองศีรษะที่เหมาะสม เพื่อช่วยในการจัดท่านอนที่ถูกต้องและสะดวกสบาย การจัดระบบแสงสว่างและการระบายอากาศ ห้องผู้ป่วยควรมีแสงธรรมชาติเข้ามาได้เพียงพอในช่วงกลางวัน แต่ไม่ควรให้แสงแดดส่องโดยตรงใส่ผู้ป่วย การติดผ้าม่านที่สามารถปรับแสงได้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เหมาะสม การระบายอากาศที่ดีช่วยลดความชื้นและป้องกันการเกิดกลิ่นอับ ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทหรือใช้พัดลมช่วยหมุนเวียนอากาศ อุณหภูมิในห้องควรอยู่ในระดับ 22-26 องศาเซลเซียส เพื่อความสบายของผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการปรับอากาศที่เย็นจัดหรือร้อนจัด เนื่องจากผู้ป่วยติดเตียงมักมีระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายที่ไม่ดี การดูแลอนามัยส่วนบุคคลของผู้ป่วยติดเตียง การอาบน้ำและทำความสะอาดร่างกาย การดูแลความสะอาดร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมากในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง การอาบน้ำบนเตียงควรทำอย่างระมัดระวังและใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิเหมาะสม เริ่มจากการเช็ดใบหน้า คอ แขน ลำตัว และขา ตามลำดับ ใช้ผ้าขนหนูสะอาดและเปลี่ยนน้ำบ่อยครั้งเพื่อรักษาความสะอาด การทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรใช้น้ำสะอาดและเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หลังจากทำความสะอาดแล้วควรเช็ดให้แห้งสนิทและใส่เสื้อผ้าสะอาด การดูแลช่องปากและฟัน การดูแลอนามัยช่องปากสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เนื่องจากการนอนนานๆ อาจทำให้เกิดแบคทีเรียในช่องปากได้ง่าย ควรแปรงฟันหรือเช็ดฟันด้วยผ้าเปียกอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หากผู้ป่วยไม่สามารถบ้วนปากได้ ให้ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำสะอาดเช็ดช่องปากและเหงือกเบาๆ การดูแลเล็บมือและเล็บเท้าก็สำคัญเช่นกัน ควรตัดเล็บให้สั้นและสะอาดเป็นประจำ เพื่อป้องกันการเป็นแผลจากการข่วนและลดการสะสมของเชื้อโรค การป้องกันและดูแลแผลกดทับ การเปลี่ยนท่านอนและการนวด แผลกดทับเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยติดเตียง การเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมงเป็นวิธีการป้องกันที่สำคัญที่สุด ควรหมุนเวียนระหว่างท่านอนหงาย นอนตะแคง และนอนคว่ำ หากสภาพร่างกายของผู้ป่วยอำนวย การนวดบริเวณที่มีการกดทับ เช่น หลัง สะโพก ข้อศอก และส้นเท้า จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ควรนวดเบาๆ ด้วยลูกมือเป็นวงกลม หลีกเลี่ยงการนวดแรงเกินไปที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ การใช้อุปกรณ์ช่วยป้องกันแผลกดทับ หมอนรองขาและแผ่นรองป้องกันแผลกดทับเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มาก ควรวางหมอนรองไว้ใต้บริเวณที่มีกระดูกโปนออกมา เช่น ใต้ข้อเท้า ระหว่างเข่า และใต้แขน การใช้ที่นอนลมหรือที่นอนเจลยังช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกดทับได้ดี การตรวจสอบผิวหนังเป็นประจำทุกวันเป็นสิ่งจำเป็น หากพบบริเวณที่ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดง มีความร้อน หรือเจ็บเมื่อกด …
เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยติดเตียง การใช้งานและการดูแลรักษา ศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง บ้านแสนรัก

เครื่องช่วยหายใจผู้ป่วยติดเตียง: การใช้งานและวิธีดูแลรักษา | บ้านแสนรัก

สำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะหายใจล้มเหลว เครื่องช่วยหายใจ หรืออุปกรณ์สนับสนุนการหายใจต่างๆ ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือทางการแพทย์ แต่คืออุปกรณ์ต่อชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่ง การมีอุปกรณ์เหล่านี้ไว้ใช้งานที่บ้านช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของผู้ดูแลที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจใน การใช้งานที่ถูกต้อง และ การดูแลรักษา อุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับคนที่คุณรัก เครื่องช่วยหายใจไม่ใช่เครื่องผลิตออกซิเจน: ทำความเข้าใจความแตกต่าง สิ่งสำคัญที่ผู้ดูแลต้องเข้าใจเป็นอันดับแรกคือ “เครื่องช่วยหายใจ” และ “เครื่องผลิตออกซิเจน” ทำงานต่างกัน เครื่องผลิตออกซิเจน (Oxygen Concentrator): ทำหน้าที่ “เพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจน” ในอากาศที่ผู้ป่วยหายใจเข้าไป เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ยังหายใจได้เอง แต่ร่างกายต้องการออกซิเจนในปริมาณที่สูงกว่าปกติ เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator/Respirator): ทำหน้าที่ “ช่วยออกแรงในการหายใจ” โดยการสร้างแรงดันบวกเพื่อดันอากาศเข้าสู่ปอด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อการหายใจอ่อนแรง, มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, หรือมีภาวะหายใจล้มเหลว ประเภทของอุปกรณ์ช่วยหายใจที่นิยมใช้ที่บ้าน อุปกรณ์ที่มักใช้ในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ 1. เครื่องผลิตออกซิเจน (Oxygen Concentrator) เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สุด ทำงานโดยการดูดอากาศจากรอบห้องมาผ่านสาร “ซีโอไลต์” เพื่อกรองแยกเอาไนโตรเจนออกไป เหลือไว้แต่ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูง (ประมาณ 93% +/- 3%) แล้วส่งผ่านสายให้ออกซิเจน (Cannula) หรือหน้ากาก (Mask) ให้ผู้ป่วย 2. เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกต่อเนื่อง (CPAP – Continuous Positive Airway Pressure) เป็นเครื่องที่พ่นแรงดันอากาศในระดับคงที่ระดับเดียวตลอดทั้งช่วงการหายใจเข้าและออก มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ “ถ่าง” หรือเปิดทางเดินหายใจส่วนบนให้โล่งอยู่เสมอ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) 3. เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ (BiPAP – Bilevel Positive Airway Pressure) เป็นเครื่องช่วยหายใจที่ซับซ้อนขึ้น สามารถตั้งค่าแรงดันได้ 2 ระดับ คือ แรงดันสูงขณะหายใจเข้า …
การเตรียมบ้านให้เหมาะสมกับการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง บ้านแสนรัก

วิธีเตรียมบ้านและจัดห้องสำหรับดูแลผู้ป่วยติดเตียง | บ้านแสนรัก

เมื่อคนที่คุณรักต้องอยู่ในภาวะติดเตียง การตัดสินใจนำกลับมาดูแลที่บ้านคือการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง แต่การดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านให้มีคุณภาพและปลอดภัยนั้น จำเป็นต้องมีการ เตรียมบ้านให้เหมาะสมมากกว่าแค่การจัดหาเตียงและอุปกรณ์ที่จำเป็น สภาพแวดล้อมภายในบ้านมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและความสะดวกปลอดภัยของผู้ดูแล การปรับเปลี่ยนบ้านให้เป็น “พื้นที่แห่งการดูแล” ที่ถูกสุขลักษณะ, เข้าถึงง่าย, และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้การดูแลในระยะยาวเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เป้าหมายของการเตรียมบ้าน: ความปลอดภัย ความสะดวก และคุณภาพชีวิต ก่อนจะเริ่มลงมือปรับปรุง ควรตั้งเป้าหมายหลัก 3 ประการไว้ในใจ: ความปลอดภัย (Safety): ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การพลัดตกหกล้ม, การลื่นในห้องน้ำ, หรือการเกิดแผลจากการกระทบกระแทก ให้เหลือน้อยที่สุด ความสะดวกในการเข้าถึง (Accessibility): ทำให้ผู้ดูแลสามารถเข้าไปให้การพยาบาลได้อย่างสะดวกทุกซอกทุกมุม และเอื้อต่อการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น รถเข็นวีลแชร์ สุขภาวะที่ดี (Well-being): สร้างบรรยากาศที่สะอาด, อากาศถ่ายเท, สบาย, และไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ใน “ห้องคนป่วย” แต่ให้ความรู้สึกเหมือน “บ้าน” ที่อบอุ่น การจัดห้องนอนผู้ป่วย: ศูนย์กลางของการดูแล (The Command Center) ห้องนอนคือพื้นที่ที่ผู้ป่วยใช้เวลาอยู่มากที่สุด จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ 1. การเลือกตำแหน่งห้องและเตียง ตำแหน่งห้อง: ควรเลือกห้องที่อยู่ ชั้นล่าง ของบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขึ้น-ลงบันได ห้องควรมีหน้าต่างที่สามารถเปิดเพื่อระบายอากาศและรับแสงแดดอ่อนๆ ได้ ตำแหน่งเตียง: ควรวางเตียงโดยให้มี พื้นที่ว่างรอบเตียงอย่างน้อย 2-3 ด้าน เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเข้าไปดูแล, ทำความสะอาด, หรือทำกายภาพบำบัดได้อย่างสะดวก ไม่ควรวางเตียงชิดมุมห้อง 2. การจัดพื้นที่และเฟอร์นิเจอร์ เคลียร์พื้นที่: นำเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่จำเป็นออกจากห้อง เพื่อสร้างทางเดินที่กว้างขวางและปลอดภัย ป้องกันการเดินสะดุด พื้นห้อง: ควรเป็นพื้นเรียบ ไม่ลื่น และควรรื้อพรมเช็ดเท้าหรือเสื่อผืนเล็กๆ ออก เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของการสะดุดล้ม โต๊ะข้างเตียง: จัดเตรียมโต๊ะหรือรถเข็นเล็กๆ ไว้ข้างเตียง เพื่อวางของที่จำเป็นและต้องหยิบใช้บ่อย เช่น น้ำดื่ม, ยา, ทิชชู่, รีโมต, …
ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเตียงนาน ลิ่มเลือด กล้ามเนื้อฝ่อ และอื่นๆ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง บ้านแสนรัก

ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเตียง: ลิ่มเลือด, กล้ามเนื้อฝ่อ, ข้อติด และวิธีป้องกัน

นอกเหนือจากแผลกดทับหรือปอดอักเสบที่ผู้ดูแลมักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การที่ร่างกายต้องหยุดนิ่งเป็นเวลานานยังก่อให้เกิด ภาวะแทรกซ้อน ที่ร้ายแรงและซับซ้อนขึ้นในระบบต่างๆ ของร่างกายอย่างช้าๆ ภัยเงียบเหล่านี้ เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, กล้ามเนื้อฝ่อลีบ, ข้อต่อยึดติด, และการติดเชื้อในระบบต่างๆ อาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมหาศาล และทำให้การฟื้นฟูเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น การทำความเข้าใจกลไกการเกิดโรคและแนวทางการป้องกันเชิงรุก จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงแบบองค์รวม ระบบไหลเวียนโลหิต: ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (Deep Vein Thrombosis – DVT) นี่คือหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต กลไกการเกิด: เมื่อกล้ามเนื้อขาไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อช่วยบีบไล่เลือดดำกลับสู่หัวใจตามปกติ การไหลเวียนของเลือดจะช้าลงอย่างมาก ทำให้เลือดมีโอกาสจับตัวกันเป็นก้อนลิ่มเลือด โดยเฉพาะในหลอดเลือดดำบริเวณน่องหรือต้นขา ความอันตราย: ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือ หากลิ่มเลือดนั้นหลุดออกจากผนังหลอดเลือดและลอยตามกระแสเลือดไป อุดตันที่ปอด (Pulmonary Embolism) จะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต: ขาข้างใดข้างหนึ่งบวม, แดง, กดแล้วเจ็บ หรือรู้สึกร้อนกว่าปกติ (แม้ผู้ป่วยอาจบอกไม่ได้ แต่ผู้ดูแลสามารถสังเกตขนาดและสีของขาที่เปลี่ยนไปได้) แนวทางการป้องกัน: กายภาพบำบัดสำคัญที่สุด: การขยับข้อเท้าขึ้น-ลง, หมุนข้อเท้า, และการงอ-เหยียดเข่าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของ ‘ปั๊มกล้ามเนื้อน่อง’ ให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น การให้ยา: ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดชนิดฉีดหรือรับประทาน ถุงน่องป้องกันลิ่มเลือด (Anti-embolism Stockings): เป็นถุงน่องที่มีแรงรัดพอดีเพื่อช่วยบีบให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก: กล้ามเนื้อฝ่อลีบและข้อต่อยึดติด เป็นภาวะที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหากไม่มีการป้องกัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ (Muscle Atrophy): กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ถูกใช้งานจะสูญเสียโปรตีนและขนาดลงอย่างรวดเร็ว (Use it or Lose it) ทำให้แขนขาลีบเล็กลง ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญหากต้องการฟื้นฟูให้กลับมาลุกยืนในอนาคต ข้อต่อยึดติด (Joint Contracture): เมื่อข้อต่อไม่ได้ถูกเคลื่อนไหวผ่านช่วงการเคลื่อนไหวปกติ เนื้อเยื่อเกี่ยวพันและเอ็นรอบๆ ข้อจะค่อยๆ หดสั้นและแข็งตัวขึ้น จนยึดให้ข้อต่อนั้นติดอยู่ในท่างอหรือเหยียดถาวร ไม่สามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป สร้างความเจ็บปวดและทำให้การดูแลด้านความสะอาดยากขึ้น (เช่น ข้อศอกงอติด, ข้อมืองุ้มติด) แนวทางการป้องกัน: ทำกายภาพบำบัดทุกวัน: ไม่มีทางลัดอื่นใดนอกจากการทำ Passive …

5 วิธีรับมือ แผลกดทับ กับผู้ป่วยติดเตียง

สารบัญ (Table of Content) การเปลี่ยนและการจัดท่าของผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับมาก การป้องกันภาวะผิวหนังที่แห้งหรืออับชื้นมากจนเกินไป การดูแลด้านโภชนาการให้ผู้สูงวัยได้รับอย่างครบถ้วน หมั่นสอดส่องความผิดปกติที่เกิดขึ้น บทความที่เกี่ยวข้อง ผู้สูงวัยบางท่านที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีปัญหาเรื่องการนอนติดเตียงมักจะมีปัญหาขาดสารอาหารจน ร่างกายซูบผอมลง จนเกิดมีปุ่มกระดูกชัด รวมถึงอาจจะมีปัญหาด้านผิวหนังที่แห้ง หย่อนยาน ขาดความชุ่มชื้นและมีภาวะโรคร่วมอย่างอื่นที่มีความเสี่ยงทำให้เกิดแผลกดทับ หรือ แผลที่เกิดจากการเสียดสีได้ เช่น ภาวะเบาหวานที่เป็นภัยร้าย แผลอักเสบติดเชื้อง่าย ภาวะเส้นเลือดที่ปลายแขนขาที่ไม่ดี รวมถึงปัจจัยความชื้นของอากาศและวัสดุ ที่ไม่เหมาะสม พื้นผิวแข็งมีเสี่ยงต่อการเสียดสีมาก ก็จะเป็นปัญหาได้เช่นกัน วันนี้เรามี 5 วิธีป้องกันการเกิดแผลกดทับมาฝากกันครับ 1. การเปลี่ยนและการจัดท่าของผู้ป่วย การเปลี่ยนและการจัดท่าของผู้ป่วย โดยยึดเอาตามความสามารถในการขยับ และการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยเป็นหลัก หากผู้ป่วยนอนติดเตียงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลยควรเปลี่ยนท่านอนใหม่ทุก ๆ 2 ชั่วโมง อาจจะเป็นถ้านอนหงายแล้วนอนตะแคงโดยอาจใช้หมอนข้างนิ่ม ๆ มากั้น รวมถึงใช้หมอนนิ่ม ๆ ใบเล็กแทรกอยู่ตามระหว่างปุ่มกระดูกที่อาจกดทับกันจนเป็นแผลได้ หากผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แต่สามารถนั่งบนรถเข็นควรจะเปลี่ยนท่านั่งใหม่ทุก ๆ 1 ชั่วโมง ระหว่างอาบน้ำเช็ดตัวเปลี่ยนผ้าอ้อม ควรหมั่นสังเกตสีผิวที่เปลี่ยนแปลง หากเริ่มแดง คล้ำ ควรหมั่นพลิกตัวเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ 2. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับมาก ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับมาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือตัวเองได้น้อย มีภาวะโรคประจำตัว ขาดสารอาหาร รวมถึงมีปุ่มกระดูกขนาดใหญ่ที่ตำแหน่งกดทับ สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกดทับเสริมได้ เช่น หมอนนุ่มๆ ที่จะช่วยลดแรงกดทับได้ เตียงลมที่ได้มาตรฐาน หรือเจลรองตำแหน่งกดทับ เป็นต้น 3. การป้องกันภาวะผิวหนังที่แห้งหรืออับชื้นมากจนเกินไป การป้องกันภาวะผิวหนังที่แห้งหรืออับชื้นมากจนเกินไป ในกรณีผู้ป่วยไม่สามารถกลั้นปัสสาวะอุจจาระได้ แต่หากยังช่วยเหลือตัวเองได้ควรจัดตารางการเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา เปลี่ยนเสื้อผ้าที่ใช้อยู่ให้สะอาดเป็นประจำ รวมถึงอาจใช้ยา ครีมทาเคลือบผิว เพื่อลดอาการระคายเคือง หลังจากขับถ่าย เช่น มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) ทาผิวหลังอาบน้ำ และหลังทำความสะอาด รวมถึงเวลาที่พบผิวแห้ง และควรหมั่นสังเกตหากผู้สูงวัยมีอาการคันมากผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่นแผลเบาหวาน ผื่นแพ้ผ้าอ้อม แพ้เทปปิดผิวหนัง …